ปัญหา “คนไข้ป่วยจิตล้นโรงพยาบาล !!”
ทั้งนี้ ขนาด “ศรีธัญญา” หนึ่งในโรงพยาบาลหลักขนาดใหญ่ที่รับภาระรักษาผู้ป่วยทางจิต ในยามนี้ก็ยังมีปัญหา โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เผยว่า… ขณะนี้สังคมไทยยังเข้าใจไม่ตรงกันสำหรับคำว่ารักษาหาย ในมุมของญาติ-ของครอบครัว และในมุมของแพทย์-ของโรงพยาบาล เกิดปัญหา “ญาติไม่อยากรับตัวคนไข้กลับ” โดยมองว่าคนไข้ยังอาการไม่เหมือนเดิมที่เคยเป็น ซึ่งมีกรณีญาติไม่เข้าใจและมองโรงพยาบาลในแง่ลบ คิดว่าทางโรงพยาบาลไม่อยากรับตัวคนไข้ไว้ต่อไป จนทำให้เกิดปัญหาขึ้น
ผอ.โรงพยาบาลศรีธัญญา แจงขั้นตอนกระบวนการในการรับตัวคนไข้ว่า… เมื่อญาติพาคนไข้มา ทางโรงพยาบาลก็จะวินิจฉัยว่าคนไข้ควรได้รับการรักษาแบบใด แบบ “ผู้ป่วยนอก” คือพามาตรวจตามนัดและรับยากลับไปทาน ใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ หรือแบบ “ผู้ป่วยใน” สมควรต้องอยู่ในความดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ป่วยใน ก็จะเริ่มกระบวนการโดยพาคนไข้เข้าตึกแรกรับ 2 สัปดาห์ แล้วก็ไปเข้ากระบวนการรักษาที่ตึกเร่งรัดอีก 2 สัปดาห์ และเมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้วหากคนไข้มีอาการดีขึ้นจนสามารถกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้ ก็จะติดต่อให้ญาติมารับ แต่หากแพทย์เห็นว่าควรอยู่ต่อก็จะเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือให้อยู่ในตึกบำบัดระยะยาวอีก 1 เดือน หรือจนอาการดีขึ้น และเห็นสมควรว่าคนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติภายนอกได้
“แม้จะมีการรักษาสองแบบ แต่ญาติคนไข้อยากให้คนไข้รักษาแบบที่ 2 มากกว่า ทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน จนบางทีญาติมองว่าเราไม่อยากรับคนไข้ ปฏิเสธการรักษา หรือบางทีรักษาหายแล้วญาติก็มักอ้างว่าไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเมื่อก่อน ก็พยายามหาทางให้คนไข้อยู่โรงพยาบาลต่อให้ได้ หรือบางรายพอรับตัวคนไข้กลับไปแล้ว ไม่นานก็จะพากลับมาใหม่เพื่อให้โรงพยาบาลรับตัวไว้อีกครั้ง หนักหน่อยก็เอามาปล่อยแล้วย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงานหนี ก็มี”
…นี่เป็นความจริงที่น่าตกใจ ที่สะท้อนออกมาจากโรงพยาบาลแห่งนี้ และ นพ.เกียรติภูมิยังระบุอีกว่า… ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะเกิดจากความเข้าใจในคำว่า “รักษาจนหาย” ที่ “เข้าใจไม่ตรงกัน” โดยญาติคนไข้จะคิดว่าถ้าหายแล้วก็คือต้องหายกลับคืนมา 100% เหมือนเดิมก่อนเกิดอาการ ขณะที่ทางการแพทย์หากคนไข้กลับมาเกินกว่า 70% ก็ถือว่าหายแล้ว ที่เหลือ “ต้องขึ้นกับครอบครัวที่ต้องมีส่วนร่วมฟื้นฟู”
“ไม่ใช่อยู่ดี ๆ แพทย์นึกจะให้กลับก็ต้องกลับ ต้องผ่านการ วินิจฉัยอนุมัติจากทีมสหวิชาชีพก่อน ซึ่งทีมจะประกอบด้วยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ ที่เข้ามาประเมินร่วมกัน หากเห็นว่าคนไข้ยังไม่พร้อม ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ไม่อนุมัติ แต่ถ้าเห็นว่าดีขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ไม่เป็นปัญหา ก็ให้กลับบ้านได้ โดยญาติต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด” …ผอ.โรงพยาบาลศรีธัญญาระบุ
“เห็นสภาพคนไข้แล้วหดหู่สลดใจ หลายรายเขาดีใจมากที่จะได้กลับไปบ้าน แต่พอถึงเวลากลับไม่มีใครมารับ บางรายมีญาติแต่ญาติไม่รับ จิตใจเขาก็ห่อเหี่ยว บางรายก็คิดมาก อาการก็หนักขึ้นกว่าเก่าก็มี ซึ่งภาระที่เพิ่มขึ้นของโรงพยาบาลนั้นไม่น่าเสียใจเท่ากับการที่คนไข้ถูกปิดโอกาสการเริ่มต้นชีวิตใหม่เพราะความไม่เข้าใจของญาติ ทั้งที่คนเหล่านี้สามารถกลับไปใช้ชีวิตต่อได้ในสังคม” …ส่วนนี่เป็นเสียงของ นิภา ชาญสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลศรีธัญญา
ที่ก็สอดคล้องกับคำบอกเล่ากรณีตัวอย่าง โดยพยาบาลของโรงพยาบาลศรีธัญญาอีกคนคือ จิตบรรจง ศรีแก้ว ที่ว่า… “มีเคสหนึ่ง คนไข้มีลูกชาย ซึ่งลูกชายมีภรรยาแล้ว หลังจากโรงพยาบาลรักษาจนคนไข้ดีขึ้น เห็นว่ากลับบ้านได้แล้ว ก็ติดต่อไป ปรากฏว่าลูกชายไม่ยอมรับแม่กลับ ทำยังไงก็ไม่ยอม เจ้าหน้าที่ก็เลยคาดคั้นถามว่าทำไม มีปัญหาอะไร ก็รู้เรื่องว่าเพราะคนไข้ไม่ถูกกับลูกสะใภ้ ลูกชายก็ลำบากใจ แต่เขาก็เลือกภรรยา”
ทั้งนี้ จากสถิติการให้บริการผู้ป่วยของโรงพยาบาลศรีธัญญา ในปี 2549 มีผู้ป่วยนอก 113,747 ราย รับเป็นผู้ป่วยใน 6,581 ราย รักษาจนหายและจำหน่ายหรือมีญาติมารับ 5,824 ราย และโรงพยาบาลช่วยส่งกลับ 339 ราย, ปี 2550 มีผู้ป่วยนอก 117,702 ราย ผู้ป่วยใน 6,497 ราย จำหน่ายหรือมีญาติมารับกลับ 6,114 ราย ส่งกลับให้ 241 ราย ส่วนปี 2551 ถึงแค่ต้นเดือน พ.ย. ก็มีผู้ป่วยนอก 122,777 ราย เป็นผู้ป่วยใน 6,035 ราย โดยจำหน่ายหรือมีญาติรับกลับไป 5,489 ราย ส่งกลับให้ 228 ราย
จากสถิติก็จะเห็นได้ว่า…ในแต่ละปีมีคนไข้ป่วยทางจิตเพิ่มขึ้น
พร้อม ๆ กับปัญหา “คนไข้ป่วยจิตตกค้าง-ล้นโรงพยาบาล”
www.dailynews.co.th