pacapao.wordpress.com

pick me, choose me, love me

ปืนช๊อตไฟฟ้ายิงทีเดียวสยบเป้าหมาย3ราย! – 23th Edition August 15, 2009

Filed under: ดูกันไว้ไม่ตกข่าว — pacapao @ 1:55 pm

ปืนช๊อตไฟฟ้ายิงทีเดียวสยบเป้าหมาย3ราย! – 23th Edition:เร็วๆนี้ได้มีการจัดแสดงความสามารถของอาวุธรุ่นใหม่ Taser X3 ซึ่งปืนช๊อตไฟฟ้ารุ่นใหม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการจัดการกับเป้าหมายได้ถึงสามรายในการยิงหนึ่งครั้ง โดยมีการแสดงความสามารถของปืนช๊อตไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ต่อหน้านักกฏหมายหลายท่านในประเทศสหรัฐอเมริกา

(Via BraJow – บร๊ะจ้าว.)

 

ตุ๊กตาหมีน้อยแตะขอบอวกาศ December 9, 2008

Filed under: ดูกันไว้ไม่ตกข่าว — pacapao @ 7:35 am

เอ็มเอที (M.A.T) และ เคเอ็มเอส (K.M.S) ตุ๊กตาหมีในชุดอวกาศ พร้อมเพื่อนอีก 2 ตัวได้ปฏิบัติภารกิจเดินทางแตะขอบอวกาศได้สำเร็จ และกลายเป็น “ตุ๊กตาหมีอวกาศ” หรือ เท็ดดี้เนาตส์ (Teddy-nauts) 4 ตัวแรกของโลก อีกทั้งยังเป็นผลงานของเหล่านักเรียนวัยเยาว์

ที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ได้รายงานกิจกรรมที่นักศึกษาของสถาบัน เป็นพี่เลี้ยงให้แก่เด็กๆ จากพาร์กไซด์ คอลเลจ (Parkside College) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมการบินอวกาศ (Spaceflight society) เพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และอวกาศ โดยมีกิจกรรมแรกคือ การนำหมีน้อยส่งสู่ห้วงอวกาศ

ภารกิจส่งเท็ดดี้สู่อวกาศนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.51 ที่ผ่านมา โดยนำ 4 ตุ๊กตาหมีติดเข้ากับลูกโป่งยักษ์ พร้อมด้วยกล้องบันทึกภาพ และติดตั้งระบบจีพีเอสเพื่อให้ติดตามตำแหน่งของ 4 หมีอวกาศนี้ได้โดยง่ายดาย

หลังปล่อยตุ๊กตาหมีขึ้นสู่ท้องฟ้า เหล่าเท็ดดี้เนาตส์ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 9 นาทีก็เดินทางถึงขอบอวกาศ ที่ระยะความสูง 30,000 เมตรจากพื้นโลก แต่ในที่สุดลูกโป่งที่เป็นเสมือนจรวดขับดัน ก็หมดพลังลง และตกลงมาสู่พื้นโลก ห่างจากจุดปล่อยน้องหมีไปประมาณ 80 กิโลเมตร

แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นการลงจอดแบบปลอดภัย เพราะตุ๊กตาหมีทั้ง 4 ตัวไม่ได้บุบสลายแต่อย่างใด

ก่อนที่พวกเด็กๆ เหล่านี้จะส่งตุ๊กตาหมีได้สำเร็จ พวกเขาใช้เวลาทดลองอยู่นับสิบๆ ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางในการลงสู่พื้นของตุ๊กตาหมี ที่ส่วนใหญ่ตกลงที่ทะเลทางด้านเหนือของประเทศ หรือไม่ก็แถบชายฝั่งเดนมาร์ก

คราวนี้ พวกเขาต้องคำนวณทิศทางการตก โดยนำข้อมูลกระแสลมและภูมิอากาศเข้ามาเป็นปัจจัย เพื่อให้ตกใกล้เคียงกับสถานที่ปล่อย

อีกทั้งชุดอวกาศที่ M.A.T. กับ K.M.S สวมใส่นั้น ถูกออกแบบมาให้ทนทานอุณหภูมิติดลบ 40-53 องศา โดยป้องกันไม่เห็นเป็นน้ำแข็งไปเสียก่อน ซึ่งเป็นผลงานของ 2 นักเรียนวัย 11 และ 12 ขวบ จากโรงเรียนใกล้เคียง โดยชื่อของ 2 หมีก็มาจากชื่อย่อของดีไซเนอร์ชุดอวกาศวัยเยาว์

ที่ตัวของเท็ดดี้เนาตส์มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิติดอยู่ที่บริเวณคาง และส่งสัญญาณเชื่อมลงมาที่คอมพิวเตอร์แล็บท็อป ซึ่งพวกเขานิยามว่า “ศูนย์ควบคุมภารกิจ” (mission control) เพื่อตรวจสอบขณะเดินทาง (แบบนี้คงคุ้นเคยกันดีในการปล่อยยานอวกาศของจริง)

นอจากนี้ หนังสือพิมพ์เดลีเมลของอังกฤษก็รายงานกิจกรรมของเด็กๆ ที่พยายามส่งหมีน้อยสู่อวกาศ โดยระบุว่า กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบเด็กๆ แต่สำหรับนักศึกษาจากเคมบริดจ์ที่มาเป็นพี่เลี้ยงแล้ว พวกเขาต้องการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศของชั้นสตราโตสเฟียร์

ทั้งนี้ พวกเขาต้องการวิเคราะห์ว่าวัสดุใดที่เหมาะสมพอสำหรับป้องกันการเกิดน้ำแข็งเกาะตามยานพาหนะ สำหรับเที่ยวบินสู่ขอบอวกาศ

ระหว่างที่นักศึกษาเป็นพี่เลี้ยงให้นักเรียนมีส่วนร่วม พวกเด็กๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องหลักฟิสิกส์ และหลักการต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทางสู่อวกาศ จากนั้นนักเรียนก็สามารถประดิษฐ์ชุดหมีอวกาศออกมาได้สำเร็จ และพวกเด็กๆ ต่างก็ตื่นเต้นกับการทดลองที่เกิดขึ้นจริง

ไธอา อันส์เวิร์ธ (Thia Unsworth) วัย 12 ปีจากพาร์กไซด์คอลเลจ หนึ่งในผู้ร่วมออกแบบชุดให้ M.A.T. บอกว่า ไม่น่าเชื่อที่บอลลูนจะนำเท็ดดีไปสู่อวกาศได้ หนูน้อยบอกว่าจริงๆ แล้วเธอก็รักและชอบวิทยาศาสตร์มาตลอด แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าจะนำไปช่วยโลกจริงๆ ได้อย่างไร

ขณะที่แซม ไวต์ (Sam White) เพื่อนร่วมห้องวัย 13 ปี ที่รับหน้าที่ดูแลกล้องบันทึกภาพประจำบอลลูน ก็ตื่นเต้นและประหลาดใจมาก ที่เห็นภาพบอลลูนลอยสู่อวกาศอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ สเปซไฟล์ทโซไซตีที่นักศึกษาของเคมบริดจ์ตั้งขึ้นนั้น ก็เพื่อศึกษาหาช่องทางลดค่าใช้จ่ายในการบินสู่ขอบอวกาศ โดยในอนาคตพวกเขาตั้งเป้าไว้ว่า แทนที่จะใช้จรวดนำส่ง อาจเป็นบอลลูนยักษ์ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

ที่สำคัญพวกเขาตั้งใจว่า จะหาหนทางสู่ขอบอวกาศด้วยมูลค่าไม่เกิน 1,000 ปอนด์ (ประมาณ 53,000 บาท)

 

อานิสงส์เลห์แมนฯคนแห่พักเงิน September 23, 2008

Filed under: ดูกันไว้ไม่ตกข่าว — pacapao @ 12:07 pm

อานิสงส์วิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส นักลงทุนหอบเงินหนีหุ้นเข้าลงมันนี มารเก็ตต่อเนื่อง ดันสภาพคล่อง และเม็ดเงินรวมในหลายกองทุนขยายตัวเพิ่ม ด้าน บลจ.พรีมาเวสท์ คุยเพียงไม่กี่วันเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า1,000 ล้านบาท แต่ภาพรวมผู้จัดการกองทุนยังเชียร์กองตราสารหนี้ เหตุให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แม้มีกำหนดระยะเวลาลงทุน
นายบัณฑิตย์ ศุภาคม ผู้จัดการอาวุโส ส่วนกลยุทธ์และประชาสัมพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)พรีมาเวสท์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากการล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีการปรับตัวลดลงอย่างมาก ทำให้นักลงทุนต่างเทขายหน่วยลงทุนแล้วหันมาถือเงินสดเพื่อรอการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ดังนั้นการลงทุนในกองทุนมันนีมาร์เก็ต จึงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่จะใช้ช่วงเวลาของการพักเงินเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้น โดยให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยเงินฝาก

โดย กองทุนมันนีมาร์เก็ต ถือว่าเป็นกองทุนระยะสั้นที่นักลงทุนสามารถที่จะทำการซื้อขายได้ทุกวัน เพราะเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง อีกทั้งยังสามารถลงทุนได้ตลอดเวลา มีความผันผวนและความเสี่ยงต่ำ โดยที่ผ่านมากองทุนมันนีมาร์เก็ตของบริษัทพบว่ามีนักลงทุนสนใจเข้ามาพักเงินเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดมีมูลค่าทรัพยสินสุทธิ(NAV)เพิ่มสูงขึ้นถึง 6,000 ล้านบาท จากช่วงต้นปี 2551 กองทุนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท

“จากวิกฤตที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในกองทุนระยะสั้น จึงส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะ 6เดือนขึ้นไปก่อนหน้านี้ลดลง เนื่องจากผลตอบแทนที่ได้รับปรับตัวลดลงนั่นเอง ขณะเดียวกัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุนระยะสั้น พบว่าให้ผลที่สูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ระยะ 6เดือนขึ้นไปอีก โดยล่าสุดในช่วงที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลเข้ามาสู่กองทุนมันนี่มาร์เก็ตมากกว่า 1,000 ล้านบาท ” นายบัณฑิตย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ขึ้นอยู่กับการจับจังหวะการลงทุนของนักลงทุนด้วย เพราะกองทุนมันนี่มาร์เก็ตเป็นเพียงกองทุนที่ใช้สำหรับพักเงินลงทุนหรือใช้สำหรับการลงทุนของผู้ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบลงทุนในตลาดตราสารทุน เนื่องจากกองทุนมันนี่มาร์เกตของบริษัทเน้นลงทุนในตราสารหนี้อายุไม่เกิน 1 เดือน โดยจะเลือกลงทุนกับภาครัฐ ธนาคาร ประมาณ 30% ของกองทุน และอีก 70% เป็นการลงทุนในส่วนของสถาบันการเงินภายในและภายนอกประเทศ

ด้าน นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กองทุน มันนี มาร์เก็ต ถือว่าเป็นอีกกองทุนที่มีเม็ดเงินจากนักลงทุนเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนนี้ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักลงทุนที่ต้องการหนีความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือนักลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงในการลงทุนสูง และเนื่องมาจากกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพักเงินเพื่อรอลงทุนอีกครั้ง แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ในระหว่างที่รอการลงทุนใหม่ได้ แทนการถือครองเงินสดแล้วไม่สามารถเพิ่มมูลค่าของของเม็ดเงินได้เลย ซึ่งนักลงทุนสามารถที่จะเข้ามาลงทุนได้ทุกวัน

นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวไม่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุนเหมือนกับกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารทุน ที่ในขณะนี้ค่อนข้างมีความผันผวนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นจากปัจจัยภาพรวมเศรษฐกิจโลก การล้มละลายของ “เลห์แมน บราเธอร์ส” ทำให้นักลงทุนมีการเข้ามาพักเงินยังกองทุน มันนีมาร์เกต

ขณะนี้ กองทุนมันนีมาร์เก็ตที่ลงทุนในประเทศจะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.6% ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศประเภทตั๋วบีอี หรือ อีซีพี อาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเทศ โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกองทุนตาสารหนี้จะพบว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากกองนี้น้อยมาก เพราะขณะนี้กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 3.60% ซึ่งมากกว่ากองมันนี่มาร์เกต อีกทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียม (FREE)ที่ใช้ในการซื้อขายแต่ละครั้งค่อนข้างมากกว่า

โดย ข้อควรระวังสำหรับการลงทุนในกองทุนมันนีมาร์เกต นักลงทุนจะต้องศึกษาว่ากองทุนดังกล่าวนำเม็ดเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เพราะกองทุนมันนีมาร์เกตบางกองทุน นำเม็ดเงินไปลงทุนในกลุ่มของบีอี หรือกลุ่มของ อีซีพี ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องมาจาก การล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์สทำให้นักลงทุนต่างวิตกว่านอกจาก เลห์แมน บราเธอร์ส จะมีบริษัททางด้านการเงินใดบ้างที่ขาดสภาพคล่องและกำลังจะล้มตาม แต่ข้อได้เปรียบของกองทุนมันนี้มาร์เก็ต คือเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง สามารถทำการซื้อขายวันต่อวันได้

ดังนั้น เมื่อนำทั้งสองกองทุนมาเปรียบเทียบกันจะพบว่าการลงทุนในตราสารหนี้ ถึงแม้ว่าจะป็นการลงทุนที่มีกำหนดระยะเวลา หรือเป็นการล็อกเงินตายตัว แต่เมื่อคำนวณถึงผลตอบแทนที่ได้รับ บริษัทคิดว่าการลงทุนในตราสารหนี้ยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ส่วน นายนที ดำรงกิจการ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.นครหลวง กล่าวว่า สำหรับกองทุน มันนี่ มาร์เกต เป็นกองทุนที่นักลงทุนเข้ามาลงทุนเพื่อเป็นการพักเม็ดเงินเพื่อรอระยะเวลาในการลงทุน โดยปล่อยให้เงินได้สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน เมื่อนำมาเทียบกับการลงทุนในกองทุนกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะพบว่าให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันมาก และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงต่ำ ไม่กล้าที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือกองทุนตราสารทุนเพราะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง หรือลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีการกำหนดระยะเวลาในการลงทุน

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทได้มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในกองทุนมันนีมาร์เกตอยู่ในระดับปกติ แต่จะมีนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนเป็นระยะ โดยในช่วงนี้ที่เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินขึ้น ได้มีนักลงทุนที่หนีการลงทุนในตลาดตราสารทุนเข้ามาลงทุนในมันนีมาร์เกตมากขึ้นเพื่อรอระยะเวลากลับไปลงทุนในตลาดตราสารทุนอีกครั้ง และเมื่อเปรียบเทียบการลงทุนในตราสารทุนกับการลงทุนในกองทุนมันนี่มาร์เก็ตจะพบว่าการลงทุนในตราสารทุนเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงแต่เมื่อมองถึงผลตอบแทนที่จะได้รับก็สูงตามไปด้วย ขณะที่การลงทุนในกองทุนมันนี่มาร์เก็ตเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นในส่วนของผลตอบแทนจึงต่ำตามความเสี่ยง นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าว นักลงทุนสามารถที่จะไถ่ถอนหรือซื้อคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวัน จึงทำให้ขนาดของกองทุนไม่เพิ่มขึ้นแต่ทำให้กองทุนมีสภาพคล่องมากกว่ากองทุนชนิดอื่น

http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9510000111911

 

ไส้ดินสอก็ทำชิพได้ July 24, 2008

Filed under: ดูกันไว้ไม่ตกข่าว — pacapao @ 9:02 am

กฎของมัวร์ที่บอกว่า ความเร็วของชิพคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นทุกปีครึ่ง กำลังวิ่งสู่ทางตัน ยังดีไส้ดินสอธรรมดามากู้ชื่อไว้ทัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ถ้าบอกว่า ยุคคอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้นทุกปีครึ่งตามกฎของมัวร์ (Moore’s Law) กำลังจะสิ้นสุดลง น้อยคนอาจจะเชื่อ เพราะตลอดสี่สิบปี กฎนี้ยังคงเป็นจริง ไม่มีผิดเพี้ยน

ถ้าถามนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ผู้อยู่ในวงการผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านตกใจ เพราะมันกำลังจะเป็นอย่างนั้นจริงในไม่ช้า

ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกกันว่า กฎของมัวร์กำลังชนกำแพง (Hitting a red brick wall) เพราะว่ามันถึงขีดจำกัดของซิลิคอน วัสดุที่ใช้ในการผลิตชิพอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามที่จะคิดค้นหาวัสดุอื่นๆ มาใช้แทนซิลิคอน ไม่ว่าจะเป็นธาตุเยอรมันเนียม หรือล่าสุดคือ ท่อคาร์บอนนาโน (Carbon Nanotube) ซึ่งเป็นท่อกลวงที่ประกอบขึ้นด้วยชั้นของอะตอมคาร์บอนม้วนเป็นท่อซ้อนกัน

เมื่อนาโนเทคโนโลยีกำลังบูม และเป็นความหวังของการปฏิวัติทุกวงการอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตด้วยแนวคิดที่จะนำท่อคาร์บอนนาโนที่มีคุณสมบัติอันวิเศษ กล่าวคือ มันสามารถเป็นวัสดุกึ่งตัวนำ (Semiconductor) หากจัดเรียงอะตอมได้อย่างเหมาะสมเพื่อใช้ลำเลียงอิเล็กตรอนในทรานซิสเตอร์แทนซิลิคอน

ความหวังดังกล่าวก็ยังมาไม่ถึงเสียทีและอาจจะมาช้าเกินไป จนทำให้กฎของมัวร์สิ้นสุดลง จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาวิธีการจัดเรียงท่อคาร์บอนนาโนในตำแหน่งที่ต้องการบนชิพได้อย่างแม่นยำ (เนื่องจากท่อคาร์บอนนาโนต้องพาดอยู่ระหว่างขั้วอิเล็กโตรดสองขั้วเพื่อทำหน้าที่เหมือนท่อนำอิเล็กตรอนผ่านไป)

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือ ต้องคัดกรองเอาเฉพาะท่อคาร์บอนนาโนที่มีการจัดเรียงตัวของอะตอมคาร์บอนที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว (ซึ่งปัจจุบันในห้องวิจัยสามารถทำได้สำเร็จด้วยการใช้มนุษย์คัดเลือกและจัดวางเองเท่านั้น)

ดังนั้น อนาคตที่จะผลิตชิพที่เร็วขึ้นจากท่อคาร์บอนนาโนจึงยังไม่ใช่ความหวังของวันพรุ่งนี้

ข่าวดีก็คือความพยายามของมนุษย์ก็ยังไม่สิ้นสุด (เหมือนความพยายามในการดำรงอยู่ของสายพันธุ์มนุษย์ในธรรมชาติ) นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งได้คิดค้นวิธีการสร้างทรานซิสเตอร์ด้วยวัสดุคาร์บอนเหมือนกัน แต่เป็นในรูปของกราไฟต์ (Graphite) เป็นวัสดุเดียวกันกับไส้ดินสอสีดำนั่นแหละครับ

กราไฟต์เป็นการจัดเรียงตัวของชั้นอะตอมคาร์บอนที่แผ่เหมือนกับกระดาษ ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนเพียงชั้นเดียว นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าทรานซิสเตอร์แบบซิลิคอนถึงร้อยเท่า เนื่องจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ในกราไฟต์ด้วยความต้านทานเกือบศูนย์จึงทำให้เกิดความร้อนน้อยมาก

อาจจะพูดได้ว่ามันเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีมากนั่นเอง (ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่เราเคยเอาไส้ดินสอมาทดลองต่อวงจรเพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถนำไฟฟ้าได้ในวิชาวิทยาศาสตร์)

ขณะเดียวกันซิลิคอนนำไฟฟ้าได้น้อยกว่าจึงทำให้เกิดความร้อนสูงเวลาชิพคอมพิวเตอร์ทำงานเร็วมาก จนมันละลายและทำให้วงจรเสียหาย ไม่เพียงความเร็วของการนำอิเล็กตรอนที่กราไฟต์เหนือกว่าซิลิคอนเท่านั้น แต่กราไฟต์ยังทำงานได้ดีขึ้นอีกเมื่อมันถูกลดขนาดให้เล็กลง ในขณะที่ซิลิคอนสูญเสียคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ดีเมื่อมีขนาดเล็กกว่า 10 นาโนเมตร

นอกจากนี้ ยังค้นพบว่าเมื่อทำให้กราไฟต์เป็นริ้วหรือแถบคล้ายริบบิ้น หรือเพิ่มอะตอมของออกซิเจนให้มันแล้ว มันจะมีคุณสมบัติกึ่งตัวนำมากขึ้นจนสามารถใช้ทำเป็นทรานซิสเตอร์ได้ และกราไฟต์ยังสามารถสร้างเป็นทรานซิสเตอร์ได้ด้วยเทคนิค และเครื่องมือเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แบบซิลิคอนในปัจจุบัน

บริษัทผู้ผลิตชิพยักษ์ใหญ่อย่าง Intel IBM และ HP กำลังให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้อย่างตื่นเต้น เพราะว่ามันเป็นความหวังของวันพรุ่งนี้นั่นเอง ไม่ใช่ความหวังของอนาคตอีกกี่สิบปีก็ไม่รู้

เรื่องโดย: ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องกลจุลภาค

 

อุปสรรคครั้งใหญ่ของ Steve Jobs July 23, 2008

การประชุมแถลงผลประกอบการของ Apple ในไตรมาส 3 ปีนี้ ปรากฏว่า Apple มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นกำไรถึง 1.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.53 หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากยอดขาย Mac ทั้ง iMac, MacBook, และ MacBook Pro กว่า 2.5 ล้านเครื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขกำไรก็ถือว่าลดลงมาอยู่ที่ 34.8% จากเดิมที่ 36.9% ซึ่งนั่นก็สร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนไม่น้อยทีเดียว แถมผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าในไตรมาส 4 อาจมีตัวเลขลดลงกว่านี้อีก

สาเหตุหนึ่งที่นักลงทุนกำลังไม่มั่นใจในสถานการณ์ของ Apple อยู่ก็คือ สุขภาพของ Steve Jobs นั่นเอง เพราะการประชุมผลประกอบการไตรมาส 3 นี้ Steve Jobs ก็ไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งมีคำถามว่า Steve Jobs หายขาดจากโรคร้ายแล้วหรือยัง

สำหรับ Steve Jobs นั้นเคยตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนเมื่อ 4 ปีก่อน และได้รับการรักษามาโดยตลอด ด้วยการตัดส่วนบนของตับอ่อน ลำไส้ ท่อน้ำดี และกระเพาะบางส่วนออกไป ซึ่งโดยปกติแล้วหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลดลง 5-10% และมีโอกาสรอดชีวิต 80-90% ในระยะเวลา 5 ปี แต่การแถลงเปิดตัว iPhone 3G ครั้งล่าสุด ทุกคนก็พบว่า Steve Jobs มีร่างการที่ซูบผอมลงจนน่าตกใจ จนหลายคนสงสัยว่าเขาจะสามารถทำงานใน Apple ต่อไปได้หรือไม่

Peter Oppenheimer รองประธานอาวุโส Apple Inc. ได้ออกมาปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลใดๆ พร้อมบอกว่า Steve Jobs ไม่มีแผนที่จะลาออกจาก Apple และเรื่องสุขภาพของเขาก็เป็นเรื่องส่วนตัวอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อดูราคาหุ้นของ Apple ก็จะพบว่าร่วงลงมาโดยตลอดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จาก 185 ดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดมาอยู่ที่ 166.29 ดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงข้อมูลเมื่อ 21/7/2008) และนักลงทุน นักวิเคราะห์ สื่อมวลชน ไปจนถึงลูกค้าของ Apple ต่างก็ยังคงพูดถึงสุขภาพของ Steve Jobs อย่างไม่ขาดปากมานานนับเดือนแล้ว

เหตุผลก็คือทุกคนมองว่า ถ้า Steve Jobs ยังไม่หายป่วย สินค้าของ Apple อาจมีคุณภาพและดีไซน์ไม่เต็ม 100% พวกนักลงทุนก็มองว่าถ้าสินค้ามีคุณภาพไม่ดีพอ ยอดขายก็ตก กำไรหดหาย ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงอีก ขณะที่สื่อมวลชนก็ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด แต่ Steve Jobs ก็ไม่เคยออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเสียที

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า เรื่องความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของ Steve Jobs นั้น เป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ พร้อมทั้งมองว่าการขึ้นลงของหุ้นเป็นเรื่องปกติ และนี่อาจจะเป็นโอกาสอันดีในการเข้าซื้อหุ้นราคาถูกต่างหาก