บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวนำเครือธนาคารกสิกรไทยสู่ยุคใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552
” ปี 2552 ธนาคารได้ปรับเป้าหมายจีดีพีลง จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 4-5% มาอยู่ที่ 3% และ ปรับเป้าสินเชื่อลงจาก 10-16% มาอยู่ที่ 6-7%
ธนาคารได้ประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งปัจจัยทางต่างประเทศและการเมืองไทย
ปีหน้าดีที่สุดจีดีพีคงอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มอาจลดลงได้อีก เราไม่อยากดันทุรัง และยังต้องคุมเข้มสินเชื่อ ซึ่งผู้กู้ก็มีความระมัดระวังมากเช่นกัน แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยคงไม่เข้าขั้นเผาจริง หรือ เข้าขั้นเศรษฐกิจถดถอย
ในส่วนของผู้ประกอบการไทย ควรจะมีการปรับตัวและเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
โดยเฉพาะการทำธุรกิจต้องปรับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้มีสินค้าตรงกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องลดต้นทุน และไม่ใช้เงินเกินตัว สำหรับการปรับลดแรงงาน ถือว่าเป็นไปตามวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งเมืองไทยยังถือว่าไม่รุนแรงเท่าต่างประเทศ ในต่างประเทศ หากขาดทุนปรับลดคนทันที ของไทยหากยังไม่มีการล้มก็ยังไม่มีการเลิกจ้างในส่วนของธนาคารกสิกรไทย ในปีหน้ายังคงรับพนักงานอยู่
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยง กำลังซื้อของโลกลดลง แต่ผลกระทบคงไม่รุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ล้มระเนระนาด
ประเทศไทยมีบทเรียนจากเหตุการณ์ฟองสบู่ในช่วง 10 ปีก่อน ทำให้ไม่มีการกู้เงินเกินตัว และ ไม่มีการเก็งกำไรในที่ดินและหุ้นเหมือนปี 2540 เพราะ ธปท.และสถาบันการเงินต่างก็คุมเข้มในการปล่อยสินเชื่อเพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไร
ภาคธุรกิจส่งออกที่ยังพอไปได้คือ อาหารเช่นปลากระป๋อง กุ้งกระป๋อง ซึ่งจะขายได้มากขึ้นในช่วงที่คนมีเงินน้อยลง แต่ธุรกิจที่ผู้ซื้อรอได้ เช่นรถยนต์ หรือ สินค้าราคาแพงชิ้นใหญ่ ซึ่งอาจมีกำลังซื้อน้อยลง
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไหวตัวทันลดการพึ่งพิงสหรัฐลง และหาตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง หากบริษัทใดทำได้ก็จะมีฉนวนป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
10 ปีที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้ของเศรษฐกิจไทย เราไม่ทำอะไรเกินตัว และสามารถซึมซับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ทำให้ถึงแม้จะมีผลกระทบ แต่ก็แค่เซแค่เจ็บตัวไม่ถึงกับล้ม
ส่วนปัญหาทางการเมืองที่ไม่มีความชัดเจน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง
เห็นได้จากตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงโดยเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจะหนีไปลงทุนที่อื่น ส่วนประเทศญี่ปุ่นที่ยังเลือกให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนรถยนต์ก็ยังยึดเป้าหมายอยู่แต่เลื่อนการลงทุนออกไปก่อน
ประเทศไทยยังถือว่ามีความน่าสนใจระยะยาว แต่อาจกระทบความเชื่อมั่นทางการเมือง “
www.bangkokbiznews.com