pacapao.wordpress.com

pick me, choose me, love me

Primary Trimethylaminuria December 10, 2008

Filed under: News, iCopy — pacapao @ 5:47 am

สัตว์โลกทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ต่างก็มีกลิ่นตัวด้วยกันทั้งนั้น และกลิ่นตัวก็เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของสัตว์แต่ละชนิด หรือคนแต่ละเชื้อชาติ เช่น สกั๊ง (skunk) มีกลิ่นเฉพาะตัวที่เหม็นรุนแรง ซึ่งกลิ่นนี้ถูกปล่อยออกมาเพื่อใช้ในการป้องกันตัว หมู (pig) ก็ปล่อยสาร pheromone ออกมาเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาผสมพันธุ์ ชะมด (musk) ก็มีกลิ่นตัวเหม็นมาก ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของสัตว์ชนิดนี้ กลิ่นตัวของทั้งคนและสัต์นั้นเกิดจากสารเคมีที่ร่างกายขับออกมาทางเหงื่อ น้ำลาย ลมหายใจและทางปัสสาวะ

สำหรับในคนนั้น บางคนก็มีกลิ่นตัวหอมซึ่งนับว่าโชคดี เป็นที่ปรารถนาของสังคม แต่คนที่โชคร้ายคือคนที่มีกลิ่นตัวไม่สู้จะดีนัก และคนที่โชคร้ายและน่าสงสารที่สุดก็คือคนที่มีกลิ่นตัวเหม็น ซึ่งถ้าเป็นมากก็เรียกว่าเป็น โรคกลิ่นตัวเหม็น หรือ Primary Trimethylaminuria เพราะคนที่เป็นโรคนี้ นอกจากจะมีกลิ่นตัวเหม็นคล้ายกลิ่นปลาเน่าแล้ว ยังมีลมหายใจที่มีกลิ่นไม่พึงปรารถนาอีกด้วย ดังนั้น คนเหล่านี้จึงเป็นพวกที่ชาวบ้านเรียกว่า เป็นโรคกลิ่นปลาเน่า (Fish-Malodor Syndrome) และคนที่เป็นโรคนี้ก็เป็นคนที่น่าสงสารมาก เพราะจะถูกสังคมรังเกียจ และยังส่งผลกระทบต่อการครองเรือนอีกด้วย ซึ่งบ่อยครั้งบุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นคนซึมเศร้าหรืออาจคิดฆ่าตัวตายได้

ยกตัวอย่างเช่น วัยรุ่นสาวอายุ 20 ปี จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีกลิ่นตัวเหม็น เมื่อตอนอายุ 16 ปี และอาการเหม็นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เคยไปปรึกษาแพทย์ก็ไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไร เพราะถึงแม้ว่าจะผ่าตัดทอนซิลและมดลูกออกไปแล้ว กลิ่นตัวก็ยังเหม็นเหมือนเดิม จึงรู้สึกกลุ้มใจมาก เนื่องจากเป็นที่รังเกียจของสังคมและคนในครอบครัว จากตัวอย่างที่กล่าวนี้จะเห็นได้ว่าคนที่เป็นโรคกลิ่นตัวเหม็นนั้น จะมีปัญหามากทั้งทางด้านสังคมและจิตใจ และถ้าไม่ได้รับการบำบัดดูแลอย่างถูกวิธีแล้ว ก็อาจจะทำให้คิดสั้น หรือเกิดปัญหาหย่าร้างระหว่างสามีหรือภรรยา และในที่สุดก็อาจคิดสั้นฆ่าตัวตายได้

โรคกลิ่นตัวเหม็นนั้น มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อประมาณ 700 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตามหลักวิทยาศาสตร์ในแถบยุโรปมีอุบัติการณ์เกิดโรคนี้ไม่น้อยกว่า 1% และผู้ที่เป็นโรคนี้ มักจะประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นเกือบทุกราย สำหรับในประเทศไทยยังไม่ทราบอุบัติการณ์เกิดโรคนี้แน่นอน แต่ก็มีผู้ที่เป็นโรคนี้มาพบแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ อยู่เรื่อยๆ บางรายแพทย์ต้องให้ยากล่อมประสาท ยาคลายเครียดและยาแก้ความซึมเศร้าไปรับประทาน ซึ่งยาประเภทนี้นอกจากจะไม่ทำให้อาการของโรคทุเลาลงแล้ว กลิ่นตัวยังจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย ในวงการแพทย์เองก็ยังไม่ทราบว่าจะบำบัดรักษาโรคนี้อย่างไรดี มีคนที่เป็นโรคกลิ่นตัวเหม็นหลายราย ต้องหันไปพึ่งไสยศาสตร์ หมอพระ หมอผี แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

ปัจจุบันทราบว่าอาการกลิ่นตัวเหม็นของผู้ป่วยโรคนี้เกิดจากสารเคมีที่ชื่อว่า TMA (Trimethylamine) ซึ่งได้มาจากอาหารบางชนิด สารตัวนี้จะระเหยได้ง่าย มีจุดเดือดเพียง 3 องศา และสามารถส่งกลิ่นแพร่ไปได้ในปริมาณ และความเข้มข้นซึ่งถึงแม้ว่าจะน้อยมาก แต่จมูกของคนเราก็สามารถรับกลิ่นได้ เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป อาหารก็จะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ (Bacteria) ที่มีอยู่มากบริเวณลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ แล้วเปลี่ยนไปเป็น TMA จากนั้น TMA ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เข้าสู่ร่างกายไปถูกทำลายที่ตับ ในคนปกติตับก็จะใช้เอนไซม์ ชื่อ FMO3 เปลี่ยน TMA ให้เป็น TMA-O ซึ่งละลายน้ำได้ดีและไม่มีกลิ่นเหม็น และถูกกำจัดออกจากร่างกายทาง Body Secretions เช่น เหงื่อ น้ำลาย ปัสสาวะ เป็นต้น ส่วนคนที่เป็นโรคกลิ่นตัวเหม็น FMO3 จะไม่ทำงานหรือทำงานไม่ได้ อันเป็นเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม TMA ก็จะไม่ถูกทำลาย แล้วมันก็จะถูกขับออกมาทางเหงื่อ และปัสสาวะ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว โรคกลิ่นตัวเหม็นนี้สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ทางพันธุกรรมโดยวิธี autosomal recessive transmission

สำหรับการบำบัดและดูแลรักษาโรคกลิ่นตัวเหม็นนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ GENE THERAPY โดยขบวนการตัดต่อยีนส์ แล้วนำ FMO3 GENE ที่ตัดต่อได้ใส่เข้าไปในผู้ป่วย แต่ในขณะนี้เทคนิคหรือวิธีการนี้เพิ่งจะได้รับการพัฒนา ซึ่งคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ก็น่าจะนำมาใช้ในการรักษาโรคผู้ป่วยกลิ่นตัวเหม็นได้

สำหรับการบำบัดรักษาในขณะนี้ทำได้ 3 วิธี คือ

1. ควบคุมอาหารโดยพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแหล่งของ TMA เช่น ไข่แดง ตับ ถั่ว เนื้อสัตว์ สะตอ และทุเรียน เป็นต้น

2. ใช้ยา Flagyl (Metronidazole) และ Yakult หรือนมเปรี้ยว โดยรับประทาน Flagyl ขนาด 250 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และรับประทาน Yakult วันละ 2 ขวด เช้าและเย็น ซึ่งจะสามารถช่วยให้กลิ่นตัวเหม็นทุเลาลงได้ แต่ยังไม่หายขาด ต้องรับประทานเป็นช่วงๆ ตามความจำเป็น

3. ใช้ Copper Chlorophyllin ในขนาด 180 มก. ต่อวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่า สามารถลดอาการเหม็นของกลิ่นตัวได้ไม่น้อยกว่า 7 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้ยังไม่มีขายในประเทศไทย มันเป็นอาหารเสริมที่วางขายอยู่ทั่วไปในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

กล่าวโดยสรุป โรคกลิ่นตัวเหม็น เป็นโรคทางพันธุกรรม (genetic disease) เกิดจากการที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง TMA ให้เป็น TMA-O ได้ ดังนั้น TMA จึงถูกขับออกมาจากร่างกายทุกๆ ทาง เช่น น้ำลาย เหงื่อ และปัสสาวะ เป็นต้น ส่วนการดูแลรักษานั้น ในขั้นต้นก็ต้องดูแลเรื่องสุขอนามัยของตนเองให้ดี ควบคุมอาหารโดยหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม ถั่ว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องพยายามหลีกเลี่ยงยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายเครียด ซึ่งจะทำให้กลิ่นตัวของผู้ป่วยโรคนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะยาประเภทนี้จะไปยับยั้งการทำงานของ FMO3 ซึ่งการทำงานของมันในผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว

กลิ่นตัวมนุษย์

มนุษย์ทุกคนล้วนมีกลิ่นเฉพาะตัวทั้งสิ้น บางคนก็มีกลิ่นเพียงอ่อนๆ ไม่สร้างปัญหาแต่อย่างใด ทว่าบางคนกลับมีกลิ่นตัวที่แรงจนคนรอบข้างต้องถอยหนี เกิดเป็นปัญหาในการเข้าสังคม

กลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาความสะอาดและสุขอนามัยที่ดี แต่ผู้ที่มีกลิ่นตัวแรงมักไม่ค่อยรู้ตัว เพราะคุ้นชินกับกลิ่นแรงของตนเองที่อยู่คู่กันมาช้านาน

สาเหตุ

แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ตามผิวหนังที่ชื้นด้วยเหงื่อทำให้เกิดการหมักหมม เป็นต้นเหตุให้เกิดกลิ่นตัวขึ้น โดยปกติร่างกายของคนเรามีต่อมเหงื่อที่ผิวหนัง 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่า exocrine glands เป็นต่อมเหงื่อที่มีอยู่ตามผิวหนังทั่วตัว อีกชนิดเรียกว่า apocrine glands เป็นต่อมที่อยู่ตามรูขุมขนที่หัวหน่าวและรักแร้ ซึ่งเจริญเติบโตเต็มที่เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว apocrine glands มีหน้าที่ผลิตไขมันและโปรตีน ซึ่งเกิดเป็นคราบไคลขึ้น เมื่อไขมันและโปรตีนเหล่านี้ถูกหมักหมม (ferment) โดยแบคทีเรียที่ผิวหนัง จึงเกิดกลิ่นเฉพาะตัวอันเป็นต้นเหตุของกลิ่นตัว

กินอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หอม ผงกระหรี่ กลิ่นของเครื่องเทศเหล่านี้ถูกขับออกมาทางเหงื่อ ส่งผลให้เหงื่อมีกลิ่นเครื่องเทศ

การดูแลตนเอง

• อาบน้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเหงื่อออกมาก

• ทำความสะอาดร่างกายด้วยการฟอกสบู่ที่ผสมยาฆ่าเชื้อโรค

• ทายาที่ลดการหลั่งเหงื่อบริเวณรักแร้

• ทาแป้งฝุ่นบริเวณข้อพับที่อับชื้น เพื่อช่วยให้ผิวแห้ง ลดความอับชื้นลง

• พบแพทย์ (แพทย์ผู้รักษาโรคผิวหนัง) หากดูแลตัวเองดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น

การป้องกัน

• รักษาสุขอนามัยให้ดี ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

• หลีกเลี่ยงภาวะเหงื่อออกมากโดยใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ

• ไม่ควรปล่อยให้คราบเหงื่อแห้งติดตัวเป็นเวลานาน หากไม่สามารถอาบน้ำได้ ควรใช้ผ้าเช็ดเหงื่อให้แห้งทุกครั้งหลังเหงื่อออก

• สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี โดยเฉพาะหากอยู่ในที่ร้อนและชื้น ควรใช้ผ้าฝ้ายแทนผ้าใยสังเคราะห์

• เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทุกวัน ส่วนเสื้อผ้าที่ใช้แล้วต้องนำไปซักให้สะอาด และตากแดดให้แห้งสนิท

www.bangkokbiznews.com

 

เลิกบุหรี่ใน2สัปดาห์ December 3, 2008

Filed under: iCopy — pacapao @ 12:44 pm

ผศ.กรองจิต วาทีสาธกกิจ ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวในการประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 7 เรื่อง “เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจ ต้านภัยบุหรี่” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ว่า จากผลการวิจัยพบว่า ในวิตามินซีจะมีสารที่ช่วยลดความอยากของนิโคตินได้ และช่วยฟื้นฟูร่างกายที่ทรุดโทรมให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า จึงมีการนำใช้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ โดยเทคนิคการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว ที่มีวิตามินซีสูง โดยเฉพาะมะนาว พบว่า เมื่อนำไปใช้แล้วมีประสิทธิภาพได้ผลดีมาก เนื่องจากมะนาวมีผลต่อการทำงานของต่อมรับรสขม ทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไป

ผศ.กรองจิต กล่าวต่อว่า วิธีการกินมะนาวช่วยเลิกบุหรี่ ต้องหันมะนาวเป็นชิ้นเล็กๆให้มีเปลือกติดมาด้วย ขนาดเท่าหัวแม่โป้ง หรือ พอคำ เมื่อมีความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ ให้กินมะนาวแทน โดยอมแล้วค่อยดูดความเปรี้ยว จากนั้นเคี้ยวเปลือกอย่างช้าๆ นาน 3-5 นาที จะมีผลทำให้ลิ้นข่ม เฝื่อน จากนั้นดื่มน้ำ 1 อึก นอกจากช่วยลดความอยากนิโคตินแล้ว เมื่อสูบบุหรี่จะทำให้รสชาดบุหรี่เปลี่ยนขมจนไม่อยากสูบ และสามารถกินมะนาว หรือผลไม้ชนิดอื่นที่มีความเปรี้ยวมากๆ ได้ทุกครั้งที่เกิดความอยากบุหรี่ แต่เมื่อเทียบกัน พบว่ามะนาวจะได้ผลดีที่สุด

“การเลิกบุหรี่ ด้วยการกินมะนาวส่วนใหญ่จะสามารถเลิกบุหรี่ได้ภาย ใน 2 สัปดาห์ และไม่อยากบุหรี่อีก ถือว่าชนะนิโคตินได้ มีการนำไปทดลองกับนักเรียน หลายคนที่ได้ทดลองวิธีนี้ จะรู้สึกว่าสูบบุหรี่แล้วไม่อร่อย รสชาดไม่เหมือนเดิม ทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่อีก อย่างไรก็ตาม แม้อาการทางกาย คือ ความอยากจะหมดไปแต่ อาการทางใจบางครั้งจะยังมีอยู่ เช่น เศร้า หงุดหงิดเหมือนคนอกหัก คนรอบข้างต้องให้กำลังใจ และตั้งใจเลิกอย่างเด็ดขาด จะสามารถเลิกได้อย่างแน่นอน”ผศ.กรองจิต กล่าว

ด้าน นางอนงค์ พัวตระกูล อาจารย์โรงเรียนบางมดวิทยา ‘สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์’ ซึ่งได้รับ รางวัลควบคุมยาสูบแห่งชาติ ประเภท สถานศึกษาปลอดบุหรี่ กล่าวว่า จากการทำค่ายลดละเลิกบุหรี่ โดยนำนักเรียนที่สูบบุหรี่จำนวน 75 คน มาทำกิจกรรมโดยให้ความรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ และให้เด็กใช้เวลาในการเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง ประมาณ 3-7 วัน รวมทั้งใช้วิธีการเคี้ยวมะนาวเพื่อช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ พบว่า ร้อยละ 75 จะสูบไปครั้งคราว เมื่อผ่าน 2 สัปดาห์ จะมีเด็กที่เลิกสูบเด็ดขาด ร้อยละ 50 และภายใน 1 ปี มีเด็กเพียง ร้อยละ 30 ที่กลับไปสูบอีก โดยปัจจัยเสริมที่ทำให้เลิกได้พบว่า หากเป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงก็จะเลิกง่ายกว่าเด็กที่หัวอ่อนตามเพื่อน

“ภายใน 2 สัปดาห์ พบว่าการติดตามพฤติกรรมร่วมกับ การใช้มะนาวช่วยเลิกบุหรี่ สามารถทำให้เด็กลด และเลิกบุหรี่ได้นอกจากนี้ ต้องมีคนให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ซึ่งโรงเรียนต้องใช้ทั้งไม้อ่อน ไม้แข็งในการดูแลเด็ก มีการทำโทษ แจ้งผู้ปกครอง หรือแม้แต่การให้ไปเสียค่าปรับที่โรงพักก็เคยมี เนื่องจากการเลิกบุหรี่ในเด็กกับผู้ใหญ่มีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ที่เลิกได้จริง ก็จะเกิดจากความตระหนักรู้เกี่ยวกับพิษภัย และไม่กลับมาสูบบุหรี่อีกตลอดไป”นางอนงค์ กล่าว

ที่มา:bangkok health

มันจะจิงเปล่าอะ

 

youconvertit November 22, 2008

Filed under: iCopy, iNews — pacapao @ 9:33 am

youconvertit คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการแปลงไฟล์แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งแปลงไฟล์(เกือบ)ทุกประเภท อาทิ เอกสาร ภาพ เสียง วิดีโอ ให้เป็นสารพัดนามสกุลที่ต้องการ แถมยังทำหน้าที่ฝากไฟล์ รวมถึงโหลดและแปลงไฟล์วิดีโอจากเว็บวิดีโอชื่อดังอย่างยูทูบได้อีกด้วย

youconvertit สามารถทำอะไรได้บ้าง?

บริการของ youconvertit แบ่งออกเป็น 4 อย่างตามสีสันของเว็บดังนี้

1. บริการแปลงไฟล์ (Convert Files) แปลงได้ทั้งไฟล์เอกสาร ภาพ วิดีโอ เสียง และไฟล์บีบอัด ซึ่งรวมๆ แล้วรองรับกว่า 100 นามสกุลไฟล์ (คลิกดูนามสกุลไฟล์ที่รองรับทั้งหมดได้ที่นี่)

วิธีการใช้งาน

1. กรอกอีเมลที่คุณต้องการรับไฟล์หลังการแปลงเสร็จ (โดยคุณจะต้องกดโหลดจากลิงก์ที่ส่งมาให้ภายใน 7 วัน)
2. กดปุ่มเลือกไฟล์ที่ต้องการแปลง
3. เลือกผลลัพธ์ของไฟล์ที่ต้องการ
4. รอรับเมล

2. บริการดาวน์โหลดและแปลงไฟล์วิดีโอ (Convert Online Video) จากเว็บยูทูบ วิดีโอของกูเกิล และเมต้าคาเฟ่ หรือจะแปลงเป็นไฟล์วิดีโอ หรือไฟล์เสียงนามสกุลต่างๆ อีกด้วยก็ได้

วิธีการใช้งาน : ถ้าต้องการดาวน์โหลดวิดีโออย่างเดียว ก็เพียงใส่ที่อยู่ลิงก์ของวิดีโอที่คุณต้องการแปลงลงไป แล้วกด “Download it” ซึ่งนามสกุลของไฟล์ที่ได้คือ FLV

แต่ถ้าต้องการแปลงไฟล์ให้เป็นนามสกุลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเช่น AVI, MPEG4 ก็ต้องกรอกอีเมล และเลือกนามสกุลไฟล์ที่ต้องการแปลงแล้วกดปุ่ม “Convert it”

3. บริการฝากไฟล์ (Send Files) ใช้ในกรณีที่ไฟล์ใหญ่มากไม่สามารถส่งทางอีเมลได้

วิธีการใช้งาน: กรอกอีเมลผู้รับ กดปุ่ม “more options” หากต้องการระบุรายละเอียดของคุณที่เป็นผู้ส่ง จากนั้น ก็เลือกไฟล์ที่ต้องการอัปโหลด และกดปุ่ม “Send it” (ส่งไฟล์ใหญ่สุด 1 กิกะไบต์)

4. บริการแปลงค่าอัตราต่างๆ (Convert Units) เช่น สกุลเงิน ความเร็ว ขนาด พื้นที่ น้ำหนัก ความถี่ อุณหภูมิ ฯลฯ ซึ่งแต่ละทวีปก็ใช้คนละมาตรฐานกัน

วิธีการใช้งาน: เพียงเลือกหมวดของหน่วยที่ต้องการแปลง > ระบุจำนวน > เลือกรายละเอียดของค่าที่ต้องการแปลง จาก เซ็นติเมตร ไปเป็น นิ้ว > กดปุ่ม “Convert it” และดูผลลัพธ์การแปลงที่ช่อง The Result

ข้อดี

* สามารถแปลงไฟล์ได้ 5 ไฟล์ (ที่ต่างนามสกุลกัน) ในครั้งเดียว
* เว็บไซต์ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีสีสันสวยงาม และไม่มีโฆษณามากวนใจ

ข้อเสีย

* ทำงานค่อนข้างช้าในบางช่วงเวลา
* ไม่รองรับการแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปแบบของไมโครซอฟท์ เวิร์ด

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ youconvertit

เป็นบริษัทที่ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตที่ตั้งอยู่ ณ รัฐแคลิฟอเนีย สหรัฐอเมริกา อาศัยเงินทุนของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ทุกครั้งที่แปลงเสร็จจะมีปุ่มให้คลิกบริจาค ถือเป็นเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จมากเพราะหลังจากที่เปิดเพียง 3 เดือนมียอดผู้ใช้ถึง 1 ล้านคน อีกทั้งยังได้รับเลือกเป็น 100 สุดยอดเว็บคลาสสิกแห่งปี 2008 จากนิตยสารพีซี แม็กกาซีน อีกด้วย

อย่างไรก็ดีเนื่องจาก youconvertit ยังเป็นเวอร์ชันทดลองอยู่ และเท่าที่ผู้เขียนลองใช้บริการ youconvertit ก็ยังมีข้อบกพร่องตามที่ระบุในข้อเสีย จึงอยากแนะนำเว็บไซต์บริการแปลงไฟล์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเอาไว้เสริมทัพในการทำงานของคุณ ดังนี้

zamzar สามารถทำงานได้รวดเร็ว สามารถแปลงไฟล์เอกสารได้ดีแม้กระทั่งเอกสารภาษาไทย โดยเฉพาะการแปลงไฟล์ PDF เป็น ไมโครซอฟท์ เวิร์ด

media-convert ข้อดีคือค่อนข้างทำงานได้รวดเร็ว มีเมนูภาษาไทย ดาวน์โหลดผ่านแว็บไซต์ของมือถือได้ สามารถปรับแต่งค่าไฟล์ก่อนแปลงได้ เช่น สำหรับไฟล์เพลงก็แก้ไขบิตเรท ตัดเพลงเป็นท่อนๆ ปรับความดังของเสียงได้ เป็นต้น สำหรับไฟล์เอกสารสามารถแก้ไขชื่อไฟล์ได้ และทันทีที่แปลงเสร็จสามารถดาวน์โหลดไฟล์ลงเครื่องได้เลยไม่ต้องรอรับอีเมลอีก
แต่ข้อเสียก็คือ ต้องโหลดไฟล์ที่แปลงแล้วภายใน 24 ชั่วโมง รวมถึงดีไซน์เว็บไซต์อาจจะรกตาสำหรับมือใหม่ไปเสียหน่อย และแปลงได้ครั้งละไฟล์

นอกจากนี้ยังมีทิปเล็กๆ ของการแปลงไฟล์กับทุกเว็บไซต์ คือ ควรตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษก่อนทำการอัปโหลด และควรดาวน์โหลดไฟล์ที่แปลงทีละชิ้นงานเพื่อป้องกันการดาวน์โหลดข้อมูลที่ช้าเกินไปในแต่ละครั้ง

ไม่มีสิ่งใดที่แปลงค่าแล้วจะเพอร์เฟกต์ 100% ได้ แต่การแปลงไฟล์ผ่านเว็บไซต์ถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญของการทำงานในยุคดิจิตอล ที่ไม่ต้องยุ่งยากในการลงโปรแกรม และใช้งานได้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทุกระบบปฏิบัติการ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็พอ

www.manager.co.th

www.youconvertit.com

 

Google ลดค่าใช้จ่าย August 27, 2008

Filed under: iCopy, iNews — pacapao @ 1:46 am

Google เป็นบริษัทที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วย นอกจากจะเป็นองค์กรที่มีความสุดยอดทางด้านเทคโนโลยี และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ยังมีความร่ำรวยมหาศาล สามารถไล่ซื้อบริษัทเล็กบริษัทน้อย สร้างความแข็งแกร่งขององค์กรได้ตลอดเวลา

เพราะความร่ำรวยนี้เอง ทำให้ Google มีสวัสดิการสำหรับพนักงานอย่างไม่อั้น เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีแก่การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิสที่มีลักษณะเหมือนห้องนั่งเล่น มีอุปกรณ์กีฬาให้เล่นในสำนักงาน มีห้องเล่นเกม สระว่ายน้ำ และพนักงานสามารถใช้เวลา 20% ของเวลางาน ไปทำโครงการหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานเลยก็ได้

และที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าพนักงาน Google หรือที่เรียกว่า Googler มากที่สุดก็คือ อาหารฟรี 3 มื้อ ทั้งเช้า กลางวัน เย็น แบบบุฟเฟต์ กินไม่อั้น ในอาคาร Googleplex อันโด่งดังนั่นเอง

แต่ล่าสุดมีข่าวลือว่า Google ได้ตัดมื้อเย็นออกจากสวัสดิการพนักงานแล้ว เหลือเพียงอาหารเช้าและกลางวันเท่านั้น เนื่องจากบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายลง จนสื่ออินเทอร์เน็ตต่างพูดถึงกันไปทั่ว

อย่างไรก็ตาม Owen Thomas แห่ง Valleywag บล็อกข่าวอิสระใน Silicon Valley รายงานว่า Google ยังคงมีสวัสดิการอาหาร 3 มื้อเหมือเดิม ยกเว้นมื้อเย็นจะจัดไว้ให้เฉพาะพนักงานที่เรียกว่า geek หรือพนักงานที่มีตำแหน่งด้านเทคนิคหรือเทคโนโลยีเท่านั้น เช่น วิศวกร และโปรแกรมเมอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากพนักงาน Google ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันว่าสวัสดิการอาหารยังมีครบทุกมื้อสำหรับพนักงานทุกระดับ ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนบอกว่า มีการตัดสวัสดิการอาหารมื้อเย็นจริง แต่เฉพาะที่อาคาร Mountain View campus เท่านั้น ส่วนเหตุผลนั้นไม่ระบุ ซึ่งอาจเป็นเพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายก็เป็นได้

สื่อบางสำนักมองว่า การตัดงบอาหารเย็นของ Google จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทได้มากน้อยแค่ไหนกัน แต่ถ้าดูงบค่าใช้จ่ายอาหาร 3 มื้อ ก็จะพบว่า Google ต้องจ่ายค่าอาหารสำหรับพนักงานต่อคน สูงถึง 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 250,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

ที่สำคัญคือตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว พนักงานส่วนใหญ่มักจะพาภรรยาหรือลูกมารับประทานอาหารพร้อมๆ กัน และบางครั้งยังนำอาหารกลับไปบ้านเพื่อรับประทานทั้งครอบครัวด้วยซ้ำ

นี่จึงอาจเป็นสาเหตุที่ Google เริ่มมองเห็นจุดรั่วไหลของบริษัท ซึ่งต้องเริ่มตัดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นลม เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ แม้ Google จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley ก็ตาม

 

RTFM STFW GIYF JFGI August 25, 2008

Filed under: iCopy, ก๊อปมา — pacapao @ 10:25 pm

ในวงการไอทีมีคำศัพท์แสลงมากมาย แต่คำแรกที่ผมรู้จัก ต้องบอกว่าเป็นคำแรกที่อาจารย์สั่งสอน ก็คือคำว่า RTFM เรียกว่าได้มาจำใส่กระโหลกตั้งแต่วันแรกที่เจอเลยทีเดียว ผ่านมาสิบปีพอดี คำนี้ก็ยังคงอยู่ในจิตใต้สำนึก และเป็นแนวทางเดียวกับ อยากได้ต้องทำเอง อีกด้วย เนื่องจากเกรงว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จักคำนี้ วันนี้จะอธิบายซักหน่อย
หมายเหตุ: ประเทศไทยต้องการคำนี้ ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจ
RTFM เป็นคำย่อมาจาก Read The Fucking Manual แปลเป็นไทยได้ว่า ไปอ่านคู่มือบัดซบนั่นซะ
คำนี้มีความหมายแค่นั้น ไม่ต้องแปลให้มากความ ตรงตัวมากๆ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ได้รับ RTFM กลับมาก็คือ
1. คำถามง่ายมีในคู่มือ
2. คำถามเคยมีคนตอบแล้ว
3. คำถามกว้างดั่งมหาสมุทร
4. คำถามคาดหวังคำตอบละเอียดเป็นขั้น
สาเหตุของปัญหามี 2 เรื่องใหญ่ๆ
1. คนถาม
2. คำถาม
ทั้งคู่มีส่วนผิด มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่กรณี เริ่มจากคนถามก่อนดีกว่า ทุกอย่างเริ่มที่คนทั้งนั้น ทุกครั้งที่อยาก RTFM กลับไปผมจะถามตัวเองเสมอ
• ทำไมไม่อ่านคู่มือ
• ทำไมไม่ค้นหาคำถาม/คำตอบเก่า
ส่วนใหญ่ผมจะไม่ตอบด้วยคำว่า RTFM เพราะกลัวโดนหาว่าก้าวร้าว ก็จะหาแล้วตอบเป็นลิงค์ หรือเป็นคีย์เวิร์ด ให้ไปหาไปอ่านกันเอง จริงๆ แล้วมันก็ RTFM ชัดๆ ผมหาเจอ ทำไมคนอื่นจะหาไม่เจอ คีย์บอร์ดมีปุ่มเท่ากัน ของผมอาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ มีอีกแบบ หลายคนคาดหวังคำตอบที่อธิบายละเอียดยิบ ผมก็อยากได้ครับ ใครๆ ก็อยากได้คำตอบแบบนี้ แต่มันจำเป็นรึเปล่า คำถามสำหรับผมคือ “ไม่จำเป็น” การตอบก็มีหลายแบบ
1. อธิบายเป็นขั้นตั้งแต่ขั้นแรกจนขั้นสุดท้าย
2. บอกคีย์เวิร์ด อฺธิบายหลักการ
3. บอกคีย์เวิร์ด ไม่อธิบาย
4. บอกลิงค์
แบบแรกเป็นสิ่งทีทุกคนคาดหวัง แต่ใช่ว่าจะสมหวัง ไม่ใช่ไม่อยากตอบหรือหวงวิชา แต่มันกินแรง รายละเอียดเยอะ คนส่วนใหญ่จะเลือกตอบแบบที่ 2, 3 และ 4 ตอบแบบ 4 หมายถึง RTFM น่ะแหละ
ถัดมาดูที่คำถามบ้าง การถามเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง อันนี้เป็นความคิดผมเอง การถามต้องถามอย่างมีศิลปะ ยกตัวอย่างง่ายๆ
• ถ้าต้องการจะถามหลายคำถาม กรุณาแยกคำถามใส่หมายเลขให้ชัดเจน เวลาตอบจะได้ตอบง่ายๆ
• ไม่ถามอะไรที่แสดงความโง่ออกมา ผมอาจจะใช้คำแรงไป ใครอ่านแล้วสะดุดต้องทำใจ ผมหงุดหงิดมากเวลามีคนถามว่า
อยากทำ x แล้วมีปัญหาเกิด error ขึ้นเต็มหน้าไปหมด

แบบนี้ยังทำใจได้นิดนึง ตั้งสติแล้วถามกลับ “แล้ว error ที่ว่ามีอะไรบ้างครับ” ถ้าได้คำตอบแบบนี้จะเครียดมาก
ไม่รู้ครับ ดูไม่รู้เรื่อง ช่วยด้วยครับ แก้ยังไง

และหลายครั้งจะมาพร้อมกับ
ต้องการคำตอบด่วนมากครับ

• คำถามต้องไม่กว้างจนเกินงาม ผมเห็นหลายคำถามแล้วบอกตามตรงว่าตอบได้ แต่ตอบไม่ได้ ผมอยากตอบแต่คิดแล้วไม่ตอบดีกว่า คำตอบมันยาวมาก อาจจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 นาที เวลามีค่าครับ อย่างน้อยคนปกติก็น่าจะอยู่ที่ 1000 บาทต่อชั่วโมง ถ้าคิดว่ายินดีจ่ายเพื่อได้คำตอบผมก็ยินดีตอบ
มีคนสังเกตว่าผมชอบเขียนแนว how to หรือ step by step ต้องบอกว่า ผมไม่ได้เขียนแบบนั้นไว้ตอบใคร ผมเขียนไว้กันลืม นั่นแปลว่ามันเป็นสิ่งที่ผมทำจริงๆ การจะได้มาซึ่งขั้นตอนเหล่านั้นอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง เป็นวัน ผมไม่อยากให้สิ่งที่ผมรู้มันหายไปไหน ผมไม่อยากจำ เพราะฉะนั้นผมต้องเขียน เขียนเพื่อตัวเองเอาไว้ใช้ในวันหน้า ส่วนใครจะอ่านแล้วทำตามสำเร็จผมก็ดีใจด้วย
ไม่ได้เขียนยาวแบบนี้นานแล้ว ผมแค่อยากจะบอกว่า RTFM คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง อาจมีใครเคยได้ยิน
ไม่รู้ไม่ผิด ไม่รู้แล้วไม่ถามซิผิด
คำพูดนี้ละไว้ในฐานที่ควรเข้าใจไว้นิดนึง คือคำว่า “ไม่รู้” หมายถึงไม่มีในคู่มือ หาอ่านไม่ได้ ค้นหาไม่เจอ ถ้าพยายามจนสุดความสามารถแล้วยังไม่รู้จึงจะถาม ขั้นตอนก่อนหน้าการถามทั้งหมดที่ว่ามาจะช่วยให้คำถามที่เรียบเรียงออกมาตรงประเด็น เวลาได้คำตอบก็จะเข้าใจคีย์เวิร์ดที่แทรกมาด้วย แบบนี้ผมจะเรียกว่า “ทำการบ้านมาแล้ว” ถามดีก็ตอบดี
มีอีกแบบที่ผมอยากจะแนะนำ การถามคำถาม ถ้าไม่ใช่ความลับกรุณาถามในที่สาธารณะอย่าง mailing list หรือ webboard หรือ Twitter เพื่อให้คนอื่นๆ เห็นคำถามและคำตอบเพื่อช่วยกันตอบและแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายแทนที่จะจำกัดอยู่แค่ 2 คน มันทำให้คำตอบมีค่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
สุดท้าย ผมอยากขอความร่วมมือกระจาย RTFM ออกไปให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บอกตามตรง หลายครั้งผมอยากตอบว่า RTFM แต่เกรงใจ เราเป็นประเทศผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน RTFM เป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้ (แต่ต้องรู้) ถ้าเผลอใช้อาจโดนชี้หน้าด่าได้ ถ้าถามแล้วผมไม่ตอบหรือทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยากตอบ แปลว่า RTFM ครับ
แถมให้อีกหน่อย ล่าสุดมีอีกหลายคำที่อาจจะโดนตะโกนกลับมา
• STFW – Search The Fucking Web
• GIYF – Google Is Your Friend
• JFGI – Just Fucking Google It
ทำให้เดี๋ยวนี้อาจจะไม่เห็น RTFM บ่อยนัก ถึงยังไงมันก็จิตวิญญาณเดียวกับ RTFM

http://sugree.com/node/214